Moonshot คาดการณ์ PR Trends 2026: 8 เทรนด์โลก และ 5 บทวิเคราะห์เบื้องต้นสำหรับ PR ไทย
สวัสดีปีใหม่ 2026 Moonshot ขอให้คุณมีความสุขตลอดทั้งปี […]
Share on
เคยรู้สึกไหมว่าช่วงนี้เวลาเลื่อนไถฟีด ไม่ว่าจะแท็บเล็ตหรือมือถือเครื่องเดิม เราเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนคือ โฆษณาที่จ่ายเงิน (Advertising) และอันไหนคือ กระแสที่เกิดขึ้นจริง (PR)
ในปี 2026 คำว่าเส้นแบ่งจางหายดูจะไม่ใช่แค่คำสวยๆ เมื่อมันกลายเป็นเรื่องจริงที่เจ็บปวดเพราะวันนี้ PR เริ่มทำตัวเหมือน Ads ที่พากันซื้อ Boost โพสต์รัวๆ และ Ads ก็พยายามทำตัวให้เนียนเหมือน PR เองอีกด้วย ผ่านการจ้าง Influencer ทำรีวิวเหมือนไม่ได้จ้าง
แล้วสรุปว่า…เราควรเอาเงินไปลงที่ไหนดี มาเจาะลึกกัน!
โลกปี 2026 นี้: ยุคแห่ง “ความเชื่อใจ” คือสกุลเงินที่แพงที่สุด
ก่อนอื่นเราต้องเริ่มจากคำถามว่า “ทำไมเราถึงแยกไม่ออก?” ส่วนสำคัญมาจาก AI Generated Content ที่กำลังล้นตลาดโซเชียลอยู่ในเวลานี้ ทำให้ทุกคนสามารถสร้างโฆษณาสวยๆ หรือล้ำๆ ได้ในเวลาไม่กี่วินาที ผลที่ตามมาก็คือผู้บริโภคเกิดอาการเบื่อโฆษณาขั้นสุด ตัวอย่างเช่น
(เราสามารถ Control Message ได้ทั้ง 100% แต่คนเชื่อแค่ 10% หรืออาจจะน้อยกว่า)
(เรา Control Message ยากกว่า แต่คนเชื่อมากกว่า 70%)
จึงสรุปได้ว่าในปี 2026 นี้งบประมาณไม่ได้ถูกแบ่งตาม “สื่อ” แต่ถูกแบ่งตาม “วัตถุประสงค์”
เมื่อ Advertising ไม่ใช่แค่การขาย แต่คือการซื้อการมองเห็น
ในยุคที่ Algorithm ฉลาดกว่าเดิมและทรงอิทธิพล การยิงแอดหรือบูสต์โพสต์ในปี 2026 นี้จึงต้องเปลี่ยนหน้าที่ไปจากเดิม มันจะไม่ใช่การตะโกนขายของแบบเดิมๆ แต่คือการเปิดประตูเพื่อให้ PR เข้าไปทำงานได้ง่ายขึ้น โดยเราควรลงงบกับการยิงแอดเมื่อต้องการ Scale ผลลัพธ์ให้เร็วที่สุด หรือต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายแบบ Micro-segmentation เช่น คนที่ชอบกินกาแฟส้มตอนบ่ายสองในย่านทองหล่อ หรือมีแคมเปญที่มีระยะเวลาจำกัด เช่น Limited Edition หรือ Flash Sale
บทบาทของ PR คือการสร้าง “ลัทธิ” (Cult Brand)
ในฝั่งของ PR ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เพราะในปีนี้ PR ไม่ใช่การส่ง Press Release ไปให้สำนักข่าวเท่านั้น แต่มันคือการสร้าง “Community & Conversation” เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับแบรนด์ ดังนั้นเราควรลงงบกับ PR เมื่อต้องการสร้างความเชื่อใจในระยะยาวด้วยความน่าเชื่อถือของสื่อนั้นๆ หรือต้องการเปลี่ยน “ลูกค้า” ให้เป็น “สาวก” ผ่านสื่อที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจนที่ตรงกับความต้องการของแบรนด์เรา หรือต้องการจัดการกับวิกฤต (Crisis Management) ซึ่ง Ads อาจจะช่วยอะไรไม่ได้เลยในจุดนี้
Case Study บทเรียนจากของจริง
Liquid Death “Murder Mountain” Campaign

แบรนด์น้ำเปล่าที่ทำการตลาดเหมือนวงร็อคปีศาจ Liquid Death เลิกใช้ Ads แบบดั้งเดิมที่บอกว่าน้ำสะอาดแค่ไหน แต่พวกเขาใช้ PR-Driven Advertising ด้วยการสร้างคอนเทนต์ตลกๆ แปลกๆ และ “ท้าทายสังคม” จนคนเอาไปแชร์กันเอง (Earned Media)
ผลลัพธ์: พวกเขาใช้เงิน Ads เพียงเพื่อจุดชนวนให้คนเห็นคลิปแรกๆ หลังจากนั้นพลังของ PR และ Community ก็พาแบรนด์ไปสู่มูลค่าพันล้านเหรียญ โดยไม่ต้องซื้อป้าย Billboard แม้แต่ใบเดียว!
Duolingo “The Unstoppable Streak”

Duolingo ไม่ได้ทุ่มงบ Ads เพื่อบอกว่า “มาเรียนภาษาสิ” แต่พวกเขาใช้ทีม Social PR สร้างคาแรกเตอร์ ‘Duo’ นกฮูกสีเขียวจอมกวนให้กลายเป็น Meme นกเขียวที่ทุกคนต้องเกรงกลัวจะถูกชวนเรียกกลับแอปบน TikTok
บทเรียน: นี่คือการใช้ Owned Media (ช่องทางตัวเอง) สร้าง Earned Media (คนพูดถึง) จนกลายเป็นกระแสที่ Ads ราคาแพงก็ซื้อไม่ได้ มันคือการทำ PR ในคราบโซเชียลมีเดียที่ทรงพลังที่สุด
บทสรุป แล้วเราควรเลือกอะไรดี?
คำตอบคือ “Stop Choosing, Start Integrating” ทำไมเราต้องเลือกเมื่อเราทำพร้อมกันได้ในแบบบูรณาการแบบ PESO โดยสูตรที่อยากขอแนะนำสำหรับงบปีนี้คือสูตร 70:30 Rule
Advertising คือ “น้ำมัน” แต่ PR คือ “ประกายไฟ” ถ้าคุณมีแต่น้ำมันแต่ไม่มีไฟ คุณก็แค่เปียกและไม่น่าสนใจ แต่ถ้าคุณมีทั้งคู่ คุณจะสร้าง “กองไฟ” ที่ทุกคนอยากเดินเข้ามาหาครับ

อ้างอิงเนื้อหา
mckinsey.com – Consumer Tools & Insights
forrester.com/blogs/category/marketing-strategy
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Case Study