ทำไมโลกต้องนิยาม PR ใหม่? จาก Sarah Waddington สู่บทบาทของ PR ในการสร้างความไว้วางใจและการเติบโตของธุรกิจ

ทำไมโลกต้องนิยาม PR ใหม่? จาก Sarah Waddington สู่บทบาทของ PR ในการสร้างความไว้วางใจและการเติบโตของธุรกิจ

Written by

Jakrapong Kongmalai
CEO & Co-Founder

Founded Moonshot in 2016 to pioneer strategic PR in Thailand's digital age. Previously led content strategy at Sanook and Samsung Mobile Thailand. Co-founded PRCA Thailand in 2021.

Share article

Table of Contents

จากคำประกาศว่า “PR ตายแล้ว” สู่ความพยายามของ Sarah Waddington และ PRCA ในการอธิบายคุณค่าที่แท้จริงของงานประชาสัมพันธ์ต่อธุรกิจและสังคม

ลองถามคนรอบตัวดูสักสิบคนว่า “PR คืออะไร?”

เราอาจได้รับคำตอบว่า PR คือคนที่เขียนข่าวส่งให้สื่อมวลชน จัดงานแถลงข่าว เชิญนักข่าวมาร่วมงาน ติดต่อ Influencer หรือช่วยทำให้บริษัทเป็นที่รู้จัก

คำตอบเหล่านั้นไม่ได้ผิด แต่ก็ยังไม่ใช่ภาพทั้งหมดของงานประชาสัมพันธ์

เพราะในความเป็นจริง งาน PR สามารถเข้าไปมีบทบาทในเรื่องที่สำคัญต่อธุรกิจมากกว่านั้น ตั้งแต่การสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ การดูแลความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การป้องกันวิกฤตชื่อเสียง ไปจนถึงการให้คำปรึกษาผู้บริหารก่อนตัดสินใจเรื่องที่อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตขององค์กร

ปัญหาคือ แม้งานประชาสัมพันธ์จะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่ความเข้าใจของคนจำนวนมากกลับยังหยุดอยู่ที่ภาพเดิม

นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Sarah Waddington CBE ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Public Relations and Communications Association (PRCA) องค์กรวิชาชีพด้านประชาสัมพันธ์และการสื่อสารระดับนานาชาติ ผลักดันให้เกิดการทบทวนและกำหนดนิยามของ Public Relations ขึ้นใหม่ในปี 2026

เรื่องราวนี้ไม่ได้เริ่มจากห้องประชุมเพื่อเลือกถ้อยคำที่สวยงาม แต่มีฉากหลังเป็นข้อถกเถียงใหญ่เกี่ยวกับอนาคตของวิชาชีพ PR เอง

วันที่มีคนประกาศว่า PR ตายแล้ว

ในวันที่ 17 ธันวาคม 2025 รายการ Today ทาง BBC Radio 4 ของอังกฤษได้เปิดพื้นที่สนทนาเกี่ยวกับบทบาทของการเล่าเรื่อง หรือ Storytelling ในโลกการสื่อสารยุคใหม่

ผู้ร่วมรายการคนหนึ่งคือ Sir Martin Sorrell ผู้มีบทบาทสำคัญในวงการโฆษณาระดับโลกและอดีตผู้บริหาร WPP ส่วนอีกคนคือ Sarah Waddington ซึ่งเข้าร่วมในฐานะตัวแทนของวงการประชาสัมพันธ์

ขอบคุณภาพจาก https://www.prweek.co.uk/article/1943697/martin-sorrell-the-pr-industry-over-sensitive

ระหว่างการสนทนา Sorrell แสดงความคิดเห็นว่า

“There’s no such thing as PR anymore.”

หรือแปลได้ว่า “ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า PR อีกต่อไปแล้ว”

ประโยคดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงการสื่อสารอย่างรวดเร็ว

ในมุมหนึ่ง การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เส้นแบ่งระหว่างโฆษณา การตลาด คอนเทนต์ และประชาสัมพันธ์ไม่ชัดเจนเหมือนในอดีต แบรนด์สามารถผลิตและเผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งสื่อมวลชนเสมอไป

แต่ Sarah มองต่างออกไป

เธออธิบายว่า Storytelling เป็นส่วนหนึ่งของงาน PR มาโดยตลอด และสิ่งที่คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจก็คือ งานประชาสัมพันธ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การติดต่อสื่อมวลชนหรือการจัดการวิกฤต

นักประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ยังทำงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลง การทำความเข้าใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การบริหารความเสี่ยงด้านชื่อเสียง และการให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารระดับสูง

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ หากเรามอง PR เพียงแค่การส่งข่าว ก็อาจรู้สึกว่างานประเภทนี้กำลังถูกเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน

แต่หากมอง PR ในฐานะศาสตร์ของการบริหารชื่อเสียง ความสัมพันธ์ และความไว้วางใจ บทบาทของ PR กลับมีความสำคัญมากขึ้นในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

การถกเถียงครั้งนั้นจึงสะท้อนปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของวิชาชีพ นั่นคือ แม้แต่ผู้บริหารที่มีประสบการณ์สูงในอุตสาหกรรมการสื่อสาร ก็ยังอาจมองขอบเขตของงาน PR แตกต่างกันอย่างมาก

ทำไม PRCA จึงต้องกลับมานิยาม PR ใหม่?

หลังการถกเถียงทาง BBC ประเด็นเรื่องอนาคตของ PR ได้รับความสนใจมากขึ้น

แต่ Sarah ไม่ได้มองว่าปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นจากความคิดเห็นของคนเพียงคนเดียว

ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือ งาน PR เองยังขาดคำอธิบายร่วมกันที่ชัดเจนพอจะทำให้ผู้บริหารและสังคมทั่วไปเข้าใจถึงคุณค่าของวิชาชีพนี้

ในเอกสารที่ PRCA จัดทำขึ้นเพื่อเริ่มกระบวนการทบทวนนิยาม มีข้อความหนึ่งที่สะท้อนความตั้งใจของโครงการได้อย่างน่าสนใจว่า

“The industry needs better PR for PR.”

ถ้าแปลเป็นไทยอย่างตรงความหมายก็คือ “วงการ PR เองจำเป็นต้องทำ PR ให้กับวิชาชีพของตัวเองให้ดีกว่านี้”

ฟังดูย้อนแย้งเล็กน้อย เพราะอุตสาหกรรมที่มีหน้าที่ช่วยให้องค์กรสื่อสารคุณค่าของตัวเอง กลับยังไม่สามารถอธิบายคุณค่าของวิชาชีพตนเองให้คนภายนอกเข้าใจได้อย่างครบถ้วน

ลองนึกถึงบริษัทที่กำลังตัดสินใจว่าจะจ้าง PR Agency หรือไม่

หากผู้บริหารเข้าใจว่างาน PR คือการเขียนข่าวส่งสื่อ คำถามที่ตามมาก็มักเป็นเรื่องจำนวนชิ้นงาน เช่น

  • เดือนหนึ่งจะได้ข่าวกี่ชิ้น?
  • จะได้ลงสื่อกี่แห่ง?
  • จะเข้าถึงคนได้มากแค่ไหน?
  • มี Influencer กี่คนมาช่วยพูดถึงแบรนด์?

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่คำถามที่ผิด เพราะกิจกรรมและผลงานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำ PR จริง

แต่หากการสนทนาเริ่มต้นและจบลงเพียงเท่านี้ ทั้งบริษัทผู้ว่าจ้างและที่ปรึกษา PR ก็อาจพลาดคำถามที่สำคัญกว่า เช่น

ทำไมองค์กรจึงต้องการให้คนรู้จักมากขึ้น? คนกลุ่มใดมีความสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ? อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้คนยังไม่เชื่อถือแบรนด์? และหากงานประชาสัมพันธ์ประสบความสำเร็จแล้ว อะไรควรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง?

นี่คือเหตุผลที่การเปลี่ยนนิยาม PR ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาษา แต่เกี่ยวข้องกับวิธีที่องค์กรเข้าใจ เลือกใช้ และประเมินคุณค่าของงานประชาสัมพันธ์ด้วย

Sarah Waddington และ PRCA สร้างนิยามใหม่ขึ้นมาอย่างไร?

ขอบคุณภาพจาก https://www.sarah-waddington.co.uk/career-history

แทนที่จะประกาศนิยามใหม่จากความคิดเห็นของผู้บริหารเพียงคนเดียว PRCA เลือกใช้กระบวนการศึกษาข้อมูลและรับฟังความเห็นจากคนในวิชาชีพ

จากเอกสารที่ PRCA เผยแพร่ กระบวนการดังกล่าวประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญดังต่อไปนี้

1. เริ่มจากการศึกษาความรู้ทางวิชาการและความคิดเห็นของวงการ

PRCA จัดทำร่างนิยามเริ่มต้นโดยอาศัยวรรณกรรมทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับงานประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ รวมถึงการวิเคราะห์ประเด็นหลักจากความคิดเห็นและบทสนทนาที่เกิดขึ้นหลังการถกเถียงเรื่อง “PR is dead” ทาง BBC

วิธีการวิเคราะห์นี้เรียกว่า Thematic Analysis หรือการพิจารณาว่าความคิดเห็นจำนวนมากสะท้อนประเด็นร่วมอะไรบ้าง

จุดประสงค์คือทำความเข้าใจว่างาน PR ในปัจจุบันมีบทบาทอย่างไร และทำไมการรับรู้ของคนภายนอกจึงยังไม่สะท้อนขอบเขตงานที่แท้จริง

2. สร้างร่างนิยามที่เชื่อม PR เข้ากับความสำเร็จขององค์กร

ร่างแรกของ PRCA ให้ความสำคัญกับการบริหารเชิงกลยุทธ์ ชื่อเสียง คุณค่าของแบรนด์ ความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และความไว้วางใจ

PR ไม่ได้ถูกอธิบายเพียงว่าเป็นงานสื่อสารข้อความ แต่เป็นศาสตร์ที่ช่วยให้ผู้นำลดความไม่แน่นอน เข้าใจสถานการณ์ซับซ้อน และตัดสินใจได้ดีขึ้น

อีกจุดสำคัญคือการเชื่อมบทบาทเหล่านี้เข้ากับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของผู้คน รายได้ขององค์กร หรือผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

3. เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกและผู้นำในวิชาชีพ

ในเดือนมกราคม 2026 PRCA เปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกและผู้นำในอุตสาหกรรม โดย Sarah เชิญให้ผู้สนใจส่งข้อเสนอแนะภายในวันที่ 31 มกราคม

ผู้เข้าร่วมได้รับทั้งร่างนิยามและหลักการประกอบ เพื่อพิจารณาว่าคำอธิบายดังกล่าวชัดเจน เข้าใจง่าย และสะท้อนความรับผิดชอบของวิชาชีพมากเพียงใด

กระบวนการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการถามว่าคนชอบถ้อยคำที่ร่างขึ้นหรือไม่ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามถึงสิ่งที่นิยามอาจมองข้าม

4. ปรับปรุงนิยามจากความคิดเห็นที่ได้รับ

รายงานสรุปการรับฟังความคิดเห็นของ PRCA ระบุว่า ผู้ร่วมให้ความเห็นส่วนใหญ่สนับสนุนทิศทางของนิยามใหม่ แต่ก็มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ

ประเด็นหนึ่งคือร่างนิยามเดิมค่อนข้างยาวและซับซ้อน จึงควรมีข้อความสั้นที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจและจดจำได้ง่ายขึ้น

อีกประเด็นคือเรื่องจริยธรรม

ผู้ให้ความเห็นบางส่วนต้องการให้ PRCA อธิบายให้ชัดว่า PR ไม่ได้มีหน้าที่เพียงช่วยองค์กรสร้างความเชื่อถือ แต่ยังต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้คนที่ได้รับผลกระทบ สิ่งแวดล้อม และคนรุ่นต่อไปด้วย

คำแนะนำเหล่านี้สะท้อนความจริงที่สำคัญว่า การมีชื่อเสียงที่ดีไม่ควรเกิดจากการทำให้คนเข้าใจผิด แต่ต้องมีพื้นฐานมาจากพฤติกรรมที่รับผิดชอบและน่าเชื่อถือจริง

5. เผยแพร่นิยามอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2026

หลังรวบรวมความคิดเห็น PRCA เผยแพร่นิยามฉบับใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พร้อมเอกสารอธิบายเพิ่มเติมและหลักการสำคัญ 10 ข้อ

นิยามฉบับนี้มีทั้งข้อความแบบสั้นสำหรับสื่อสารภาพรวม และคำอธิบายฉบับขยายสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจบทบาทของ PR อย่างละเอียด

อย่างไรก็ตาม PRCA ไม่ได้ประกาศว่านี่คือคำตอบสุดท้ายที่ทุกคนในโลกต้องเห็นตรงกัน เพราะนิยามดังกล่าวเกิดจากกระบวนการของชุมชน PRCA และยังเปิดรับการสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของวิชาชีพต่อไป

ความพยายามครั้งนี้จึงควรถูกมองว่าเป็นการพัฒนาความเข้าใจร่วมกัน มากกว่าการปิดฉากข้อถกเถียงทั้งหมดว่า PR คืออะไร

แล้วนิยามใหม่ของ PR ในปี 2026 คืออะไร?

ขอบคุณภาพจาก https://www.sarah-waddington.co.uk/communicator

PRCA ให้นิยามฉบับสั้นไว้ว่า

Public relations is the strategic management discipline that builds trust, enhances reputation and helps leaders interpret complexity and manage volatility – delivering measurable outcomes including stakeholder confidence, long-term value creation and commercial growth.

หากถ่ายทอดเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่าย โดยรักษาความหมายสำคัญไว้ จะได้ว่า

“การประชาสัมพันธ์ คือศาสตร์การบริหารเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความไว้วางใจ เสริมสร้างชื่อเสียง และช่วยให้ผู้นำองค์กรเข้าใจสถานการณ์ที่ซับซ้อน รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คุณค่าระยะยาว และการเติบโตทางธุรกิจ”

นิยามนี้อาจดูยาวสำหรับคนที่ไม่เคยทำงาน PR มาก่อน

แต่หากแยกออกเป็นภาษาง่าย ๆ เราจะพบว่ามีความคิดสำคัญอยู่ 4 เรื่อง

เรื่องที่ 1: PR ไม่ใช่แค่การสื่อสาร แต่เป็นการคิดเชิงกลยุทธ์

คำว่า Strategic Management Discipline คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของนิยามนี้

ลองนึกถึงบริษัทแห่งหนึ่งที่กำลังเปิดตัวสินค้าใหม่

หากมอง PR เป็นเพียงงานสื่อสาร บริษัทอาจเริ่มจากการถามว่า “เราควรจัดงานเปิดตัวอย่างไรให้คนสนใจ?”

แต่หากมอง PR ในเชิงกลยุทธ์ คำถามแรกอาจเปลี่ยนเป็น

“ทำไมลูกค้าจึงควรเชื่อมั่นในสินค้าใหม่ของเรา และอะไรจะทำให้พวกเขาตัดสินใจเลือกเราแทนคู่แข่ง?”

คำถามสองแบบนี้นำไปสู่วิธีทำงานที่แตกต่างกันอย่างมาก

แบบแรกอาจนำไปสู่การจัดอีเวนต์และการทำข่าวเปิดตัว

ส่วนแบบที่สองอาจทำให้ทีมต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภค สำรวจข้อกังวล วิเคราะห์คู่แข่ง หาหลักฐานสนับสนุนคุณภาพสินค้า และเลือกผู้ที่สามารถช่วยอธิบายคุณค่าของผลิตภัณฑ์ได้อย่างน่าเชื่อถือ

จากนั้นจึงค่อยตัดสินใจว่าจะใช้ข่าว อีเวนต์ ผู้เชี่ยวชาญ Creator หรือช่องทางสื่อสารอื่นในการเข้าถึงผู้คน

ไม่ได้หมายความว่าการจัดอีเวนต์หรือเขียนข่าวไม่สำคัญ แต่หมายความว่า เราควรรู้ก่อนว่ากำลังทำสิ่งเหล่านั้นไปเพื่ออะไร

นี่คือความแตกต่างระหว่างการเริ่มต้นจากชิ้นงาน กับการเริ่มต้นจากโจทย์ทางธุรกิจ

เรื่องที่ 2: หัวใจของ PR คือความไว้วางใจ ไม่ใช่แค่การมองเห็น

ลองนึกถึงแบรนด์สองแบรนด์

แบรนด์แรกปรากฏอยู่บนหน้าสื่อและโซเชียลมีเดียเกือบทุกวัน มีคนรู้จักมากมาย แต่เมื่อผู้บริโภคค้นหาข้อมูลกลับพบข้อร้องเรียนเรื่องคุณภาพสินค้าและการบริการที่ไม่ได้รับการแก้ไข

อีกแบรนด์อาจไม่ได้เป็นข่าวบ่อยเท่า แต่มีประวัติการดูแลลูกค้าที่ดี มีข้อมูลผลิตภัณฑ์ชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญสามารถอธิบายคุณภาพได้ และลูกค้าเดิมเต็มใจแนะนำต่อ

แบรนด์แรกอาจมีการมองเห็นสูงกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความไว้วางใจมากกว่า

การมองเห็น หรือ Visibility จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงาน PR

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ Reputation หรือชื่อเสียงที่เกิดจากประสบการณ์ ความคิดเห็น และสิ่งที่ผู้อื่นรับรู้เกี่ยวกับองค์กรตลอดระยะเวลาหนึ่ง

ส่วน Trust หรือความไว้วางใจ คือสิ่งที่ช่วยให้ผู้คนกล้าตัดสินใจซื้อ ใช้บริการ ร่วมงาน ลงทุน หรือสนับสนุนองค์กร

PR ที่ดีจึงไม่ได้มีหน้าที่ทำให้คนพูดถึงแบรนด์มากที่สุดเสมอไป แต่ต้องช่วยให้องค์กรมีเหตุผลที่ผู้คนสมควรจะเชื่อถือ

และหากองค์กรมีปัญหาจริง การทำ PR ที่รับผิดชอบก็อาจต้องเริ่มจากการเสนอให้แก้ไขปัญหานั้น มากกว่าพยายามสร้างข่าวดีเพื่อกลบปัญหาเดิม

เรื่องที่ 3: PR ช่วยผู้บริหารตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงรอรับคำสั่งให้สื่อสาร

หนึ่งในส่วนที่น่าสนใจที่สุดของนิยามใหม่ คือการให้ความสำคัญกับบทบาทของ PR ในการช่วยผู้นำเข้าใจสถานการณ์ซับซ้อนและจัดการความไม่แน่นอน

สมมติว่าบริษัทแห่งหนึ่งกำลังเตรียมขึ้นราคาสินค้า

หากผู้บริหารมอง PR เป็นเพียงฝ่ายสื่อสาร ทีม PR อาจได้รับโจทย์ว่า “ช่วยร่างประกาศขึ้นราคาให้ลูกค้ายอมรับด้วย”

แต่ทีม PR เชิงกลยุทธ์ควรเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ก่อนตัดสินใจ

ทีมอาจช่วยตั้งคำถามว่า ลูกค้าจะได้รับผลกระทบอย่างไร? มีทางเลือกอื่นหรือไม่? บริษัทมีเหตุผลและหลักฐานที่อธิบายได้หรือไม่? ใครมีแนวโน้มไม่เห็นด้วย? และการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาวอย่างไร?

คำแนะนำที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การหาถ้อยคำให้ประกาศดูดีขึ้น แต่อาจเป็นการเสนอให้ปรับแผนการขึ้นราคา เพิ่มมาตรการช่วยเหลือลูกค้า หรือเตรียมระบบบริการให้พร้อมก่อนประกาศ

นี่คือการทำงานที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจของธุรกิจ

เพราะบางครั้ง PR ที่ดีที่สุดไม่ใช่การช่วยองค์กรพูดให้เก่งขึ้น แต่คือการช่วยให้องค์กรตัดสินใจและลงมือทำในสิ่งที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น

เรื่องที่ 4: คุณค่าของ PR ต้องเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่วัดได้

ในอดีต หลายองค์กรประเมินผลงาน PR จากจำนวนข่าว จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม หรือจำนวนครั้งที่แบรนด์ถูกกล่าวถึง

ตัวเลขเหล่านี้ยังมีประโยชน์ เพราะช่วยบอกได้ว่างานสื่อสารที่ทำออกไปมีปริมาณและการเข้าถึงมากเพียงใด

แต่ตัวเลขเหล่านี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าคนเปลี่ยนความคิดหรือพฤติกรรมหรือไม่

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทต้องการสร้างความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่เข้าใจ

การทำข่าวได้ 100 ชิ้น อาจเป็นผลงานที่ดีในแง่การเผยแพร่ข้อมูล แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ หลังจากได้รับข้อมูลแล้ว ผู้บริโภคเข้าใจเทคโนโลยีดีขึ้นหรือไม่? ความกังวลลดลงหรือไม่? มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นหรือไม่? และสิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยให้เกิดความสนใจ การทดลองใช้ หรือการตัดสินใจซื้อหรือไม่?

ผลลัพธ์เหล่านี้อาจต้องใช้การสำรวจ การวิเคราะห์บทสนทนา การศึกษาพฤติกรรมการค้นหา หรือข้อมูลทางธุรกิจร่วมกัน

เราไม่ควรสรุปว่างาน PR ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเพียงเพราะยอดขายเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับแคมเปญ แต่ควรศึกษาว่า PR มีส่วนสนับสนุนผลลัพธ์นั้นอย่างไร และมีหลักฐานมากพอจะสรุปได้เพียงใด

การวัดผล PR ที่ดีจึงไม่ใช่การหาตัวเลขมาแสดงว่าเราทำงานหนักแค่ไหน แต่เป็นการค้นหาหลักฐานว่างานที่ทำสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง

ขอบคุณภาพของ Growtika on Unsplash

10 หลักคิดเบื้องหลังนิยามใหม่ของ PR

PRCA ไม่ได้เผยแพร่เพียงประโยคคำจำกัดความ แต่ยังอธิบายหลักการ 10 ข้อที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าควรทำงานประชาสัมพันธ์ในโลกยุคใหม่อย่างไร

หากถ่ายทอดเป็นภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ หลักการเหล่านี้มีความหมายดังนี้

1. ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ มากกว่าจำนวนชิ้นงาน

ข่าว อีเวนต์ และคอนเทนต์เป็นเครื่องมือ แต่จุดหมายสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างองค์กรกับผู้คน

2. ความน่าเชื่อถือต้องได้รับมาจากการกระทำจริง

องค์กรสามารถจ่ายเงินซื้อพื้นที่สื่อได้ แต่ความไว้วางใจไม่สามารถซื้อได้ด้วยวิธีเดียวกัน ต้องสร้างผ่านพฤติกรรมที่สม่ำเสมอ ความโปร่งใส และหลักฐานที่ตรวจสอบได้

3. PR ต้องกล้าให้คำปรึกษาผู้บริหาร

PR ที่ดีไม่ได้มีหน้าที่เห็นด้วยกับผู้บริหารทุกเรื่อง แต่ควรช่วยตั้งคำถาม ให้คำแนะนำที่มีจริยธรรม และเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

4. การสื่อสารต้องมีทั้งการพูดและการฟัง

องค์กรไม่ควรคิดว่าผู้บริโภคหรือชุมชนมีหน้าที่เพียงรับฟังข้อความของแบรนด์ แต่ต้องรับฟังความคิดเห็น ข้อกังวล และนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาปรับปรุงการดำเนินงานจริง

5. PR ไม่ได้ดูแลแค่ลูกค้า แต่ดูแลความสัมพันธ์กับคนหลายกลุ่มที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) กับเรา

พนักงาน นักลงทุน คู่ค้า ชุมชน สื่อมวลชน หน่วยงานกำกับดูแล และสังคม ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จขององค์กร

6. PR ต้องช่วยองค์กรเตรียมพร้อมรับความเสี่ยง

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเท็จ วิกฤตชื่อเสียง ความขัดแย้งในสังคม หรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี PR มีบทบาทในการคาดการณ์และเตรียมความพร้อม ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วจึงแก้ข่าว

7. เรื่องราวที่ดีต้องสื่อสารได้หลายช่องทาง

งาน PR ไม่ได้จำกัดอยู่ที่หนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์อีกต่อไป แต่รวมถึงเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย Podcast Creator และชุมชนต่าง ๆ โดยแต่ละช่องทางควรสื่อสารเรื่องเดียวกันอย่างสอดคล้องและเหมาะสมกับผู้รับสาร

8. PR ต้องเข้าใจโลกที่ผู้คนค้นหาข้อมูลผ่าน AI

เมื่อผู้คนเริ่มค้นหาคำตอบผ่านเครื่องมือ AI มากขึ้น องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการสร้างข้อมูลที่ถูกต้อง มีแหล่งอ้างอิง และมีความน่าเชื่อถือ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้คนค้นพบและเข้าใจองค์กรได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะค้นหาผ่านระบบใด

9. สร้างคุณค่าระยะยาว มากกว่ากระแสระยะสั้น

การผลิตคอนเทนต์จำนวนมากไม่ได้รับประกันว่าจะสร้างชื่อเสียงที่ดีเสมอไป บางครั้งการสื่อสารที่มีคุณภาพ เข้าถึงคนที่เหมาะสม และเกิดขึ้นในเวลาที่ถูกต้อง อาจมีคุณค่ามากกว่าการเป็นข่าวจำนวนมากแต่ไม่มีใครจดจำ

10. ใช้ข้อมูลและหลักฐานเป็นพื้นฐานของการทำงาน

PR ไม่ควรอาศัยความรู้สึกหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ข้อมูล การวิจัย การติดตามสถานการณ์ และการวัดผล เพื่อช่วยให้การตัดสินใจมีคุณภาพมากขึ้น

เมื่อมองทั้งสิบข้อร่วมกัน เราจะพบว่า PRCA ไม่ได้พยายามบอกว่างานเขียนข่าวหรือการจัดกิจกรรมกำลังหมดความสำคัญ แต่กำลังบอกว่า หากต้องการให้งานเหล่านั้นสร้างคุณค่าอย่างแท้จริง เราต้องมองให้เห็นสิ่งที่ใหญ่กว่าชิ้นงานแต่ละชิ้น นั่นคือชื่อเสียง ความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรและสังคม

นิยามใหม่ไม่ได้หมายความว่างาน PR ต้องทำทุกอย่าง

ถึงแม้นิยามใหม่ของ PRCA จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ร่วมให้ความคิดเห็นจำนวนมาก แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การขยายขอบเขต PR ให้กว้างขึ้นมากอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่าง PR กับศาสตร์การสื่อสารอื่นไม่ชัดเจน

บางคนเห็นว่าความสัมพันธ์ควรได้รับการเน้นย้ำมากกว่าเดิม ขณะที่บางคนเห็นว่าจริยธรรมควรปรากฏเด่นชัดตั้งแต่คำจำกัดความแบบสั้น

ข้อถกเถียงเหล่านี้มีคุณค่า เพราะช่วยเตือนว่า การยกระดับบทบาท PR ไม่ได้หมายความว่านักประชาสัมพันธ์คนหนึ่งต้องเชี่ยวชาญทุกเรื่อง หรือ PR Agency สามารถรับผิดชอบทุกผลลัพธ์ของธุรกิจได้เพียงลำพัง

การสร้างชื่อเสียงที่ดีต้องอาศัยคุณภาพของสินค้าและบริการ การดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบ การบริหารจัดการที่ดี และความร่วมมือจากหลายฝ่ายในองค์กร

PR มีบทบาทช่วยนำความเข้าใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาเชื่อมกับการตัดสินใจขององค์กร รวมถึงช่วยสื่อสารสิ่งที่องค์กรทำอย่างถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเหมาะสม

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ PR ไม่สามารถสร้างความไว้วางใจที่ยั่งยืนแทนการกระทำขององค์กรได้ แต่สามารถช่วยให้องค์กรเข้าใจว่าต้องทำอะไรเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจนั้น

จากนิยาม PR สู่แนวคิด Strategy-led PR ของ Moonshot

สำหรับ Moonshot ความพยายามของ PRCA ในครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางที่เราเชื่อเกี่ยวกับงานประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด

เรามองว่า PR มีศักยภาพในการสร้างคุณค่าให้ธุรกิจมากกว่าการเผยแพร่ข่าวหรือทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก

เพราะชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ความเชื่อถือ และความสัมพันธ์กับผู้คน ล้วนมีผลต่อความสามารถขององค์กรในการดำเนินธุรกิจและเติบโตในระยะยาว

นี่คือเหตุผลที่ Moonshot วางจุดยืนของตัวเองเป็น Strategy-led PR Agency

คำว่า Strategy-led ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลิกทำงานข่าว จัดอีเวนต์ หรือร่วมงานกับ Influencer เพราะเครื่องมือเหล่านี้ยังมีบทบาทสำคัญในงานประชาสัมพันธ์

แต่หมายความว่า เราต้องการให้กลยุทธ์เป็นตัวกำหนดว่าเราควรใช้เครื่องมือใด และใช้ไปเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร

ก่อนคิดว่าจะเขียนข่าวเรื่องอะไร เราควรเข้าใจก่อนว่าแบรนด์กำลังเผชิญโจทย์อะไร

ก่อนเลือก Influencer เราควรรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการฟังใคร และเพราะเหตุใดจึงเชื่อถือคนคนนั้น

ก่อนจัดกิจกรรม เราควรตอบให้ได้ว่าประสบการณ์นั้นจะช่วยเปลี่ยนความเข้าใจ ความรู้สึก หรือพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมอย่างไร

และหลังจบแคมเปญ เราไม่ควรหยุดอยู่ที่การรายงานว่าทำอะไรไปบ้าง แต่ควรพยายามค้นหาว่าสิ่งที่ทำสร้างผลลัพธ์อะไร และองค์กรสามารถเรียนรู้อะไรเพื่อนำไปตัดสินใจในครั้งต่อไป

แนวทางนี้ยังทำให้เราต้องพัฒนาความสามารถของคนทำงาน PR อย่างต่อเนื่อง

ทั้งการคิดเชิงกลยุทธ์ การเข้าใจธุรกิจ การวิเคราะห์ข้อมูล การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม การวัดผลตามหลักวิชาชีพ และที่สำคัญคือการใช้วิจารณญาณอย่างรับผิดชอบ

เพราะการเป็น Strategy-led PR Agency ไม่ได้เกิดจากการประกาศตัวว่าเป็นบริษัทที่มีกลยุทธ์ แต่ต้องสะท้อนอยู่ในวิธีที่เราตั้งคำถาม ให้คำแนะนำ ลงมือทำ และประเมินผลการทำงานจริง

เราไม่ได้เชื่อว่า PR ทุกชิ้นต้องนำไปสู่ยอดขายโดยตรง และไม่ได้เชื่อว่าทุกผลลัพธ์สามารถอธิบายด้วยตัวเลขเพียงตัวเดียว

แต่เราเชื่อว่างานประชาสัมพันธ์ที่ดีควรอธิบายได้ว่า กำลังสร้างคุณค่าอะไรให้กับองค์กรและผู้คน และมีหลักฐานใดสนับสนุนคุณค่านั้น

ถึงเวลาที่เราต้องเลิกถามแค่ว่า PR ทำอะไร แล้วหันมาถามว่า PR สร้างคุณค่าอะไร

การนิยาม Public Relations ใหม่ของ PRCA ในปี 2026 ไม่ได้ทำให้งานประชาสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไปในชั่วข้ามคืน

นักประชาสัมพันธ์จำนวนมากทำงานด้านชื่อเสียง ความสัมพันธ์ กลยุทธ์ และการให้คำปรึกษาผู้บริหารมานานแล้ว

แต่สิ่งที่นิยามใหม่นี้ช่วยทำ คือการอธิบายบทบาทเหล่านั้นให้ชัดเจนขึ้น และเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความไว้วางใจ ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง หรือการเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจ การเปลี่ยนมุมมองนี้อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ

แทนที่จะถามเพียงว่า “เดือนนี้ PR จะทำข่าวให้เราได้กี่ชิ้น?”

ลองถามเพิ่มว่า

“วันนี้องค์กรของเราต้องการสร้างความไว้วางใจจากใคร มีเรื่องอะไรที่คนยังไม่เข้าใจหรือยังไม่เชื่อถือ และ PR จะช่วยให้เราก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นได้อย่างไร?”

เพราะสุดท้ายแล้ว คุณค่าของงาน PR ไม่ได้อยู่ที่การทำให้องค์กรมีข่าวมากเพียงใด แต่อยู่ที่การช่วยให้องค์กรสร้างชื่อเสียง ความสัมพันธ์ และความเชื่อมั่นที่สนับสนุนความสำเร็จในระยะยาว

และนี่คือความหมายของงานประชาสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่ Moonshot มุ่งมั่นพัฒนาและส่งมอบให้กับลูกค้าของเรา

PR ไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะทำให้ผู้คนมองเห็นองค์กร แต่เพราะช่วยให้องค์กรเป็นที่เข้าใจ ได้รับความไว้วางใจ และมีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน

แหล่งข้อมูลหลักสำหรับเว็บไซต์

  1. PRCA — A New Definition of Public Relations — นิยามใหม่และหลักการประกอบ
  2. PRCA — เอกสารเสนอร่างนิยามและหลักการเบื้องต้น — ที่มาทางวิชาการและเหตุผลในการเริ่มกระบวนการ
  3. PRCA — รายงานรับฟังความคิดเห็นและนิยามฉบับสมบูรณ์ — ข้อคิดเห็นและผลการปรับปรุง
  4. PRCA — ข่าวประกาศนิยามใหม่ เดือนกุมภาพันธ์ 2026
  5. PRCA Fuse Podcast — Sarah Waddington on Data, Risk and Storytelling
  6. Strategic — มุมมองวิพากษ์ต่อกระบวนการนิยาม PR ใหม่

Written by

Jakrapong Kongmalai
CEO & Co-Founder

Founded Moonshot in 2016 to pioneer strategic PR in Thailand's digital age. Previously led content strategy at Sanook and Samsung Mobile Thailand. Co-founded PRCA Thailand in 2021.

Explore related Insights

We use cookies to enhance website performance and provide you with a better browsing experience. For more information, please read our Privacy Policy.

Privacy Preferences

You can customize your cookie preferences by enabling or disabling cookies in each category. However, strictly necessary cookies cannot be disabled, as they are essential for the proper functioning of the website.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Analytics cookies

    These cookies help us understand how visitors use the website so we can improve performance and content.

Save